วิกฤติโควิด-19 ทั่วโลกต่างยกย่องความร่วมไม้ร่วมมือของ “คนไทย” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดัชนีโควิด-19 ระดับโลก (Global COVID-19 Index) ซึ่งจัดทำโดยองค์กรระดับต้น ๆ ของมาเลเซียและองค์การอนามัยโลก ณ กรกฏาคม 2563 ระบุว่า ไทยขึ้นอันดับ 1 จาก 184 ประเทศที่ดีที่สุดในการฟื้นตัวจากโควิด-19
การจะชวนคนจำนวนมากมาช่วยกันทำเรื่องใหญ่ๆ สำคัญๆ ได้อย่างพร้อมเพรียง เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง ย่อมต้องอาศัย “การสื่อสาร” เป็นเครื่องมือ
การระบาดของโควิด-19 สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นเสมอคือ “ธารน้ำใจ” ของคนไทยหลากหลายภาคส่วนที่ไม่ทอดทิ้งกัน เช่นเดียวกับ “บริษัท เทลสกอร์ จำกัด” นำทัพ “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีจิตอาสากว่า 2,200 คน สร้างสรรค์เนื้อหา Covid-19 รวมกว่า 5,500 ชิ้น มีผู้ติดตามมากกว่า 30 ล้านคนในระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563
แม้จะเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติว่า แพทย์ไทยมีประสิทธิภาพสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นที่รายงาน ณ ปลาย เม.ย. ที่ผ่านมาว่า สามารถเยียวยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จนหายดีคิดเป็นร้อยละ 87 จากจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมด 2,954 ราย โดย 2,490 รายมีอาการดีขึ้นมากอย่างน่าพอใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วดังที่ทราบกันว่า โควิดจะยังคงอยู่กับสังคมโลกไปอีก 8-12 เดือนเป็นอย่างน้อยนับจากนี้ ดังนั้น ความต้องการเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เน้นการป้องกันสำหรับโรงพยาบาลในต่างจังหวัด ยังมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะยังมีความต้องการ
การพัฒนาดัชนีชี้วัด “ความเป็นธรรมในสังคม”
เป็นเครื่องมือสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
พร้อมไปกับการให้สังคมตระหนักร่วมกัน
เพื่อผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมไทย
ปัญหาสังคมมีขนาดใหญ่ ลำพังอาศัยกำลังของภาครัฐอาจไม่เพียงพอ และอาจไม่เกิดผลลัพธ์อย่างยั่งยืน ด้วยหลายๆ เงื่อนไข “ภาคประชาสังคม” จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมามีส่วนร่วมแก้ไข และยังต้องอาศัยพลัง “สื่อมวลชน” เพราะสามารถเข้าถึง “ประชาชน” เพื่อให้เกิด “Active Citizen” หรือ “พลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม” สื่อจะยังคงทำหน้าที่เป็น “กระจก” สะท้อนสังคม นั้นใช่หรือ ? ลองคิดดูว่าถ้าสื่อมวลชนสามารถเชิญชวนผู้ติดตาม (Audience) มาเป็นผู้ลงมือทำ (Actors) การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ? นี่คือความท้าทาย
สังคมธุรกิจไทยมีการนำแนวคิด “Sharing Economy” มาใช้เป็นโมเดลธุรกิจ 4.0 ที่น่าสนใจคือ บนหลักการและแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน
งานพัฒนาความยั่งยืนโดยภาคสังคมก็มี “Sharing Platform” มากหน้าหลายตาเกิดขึ้น ทำหน้าที่เชื่อมโยง “ผู้ให้” กับ “ผู้รับ” เชื่อมต่อความตั้งใจดีของคนในสังคมร่วมแบ่งปัน
ทุกคนในสังคมสามารถเป็น “กระบอกเสียง” นำเรื่องดีๆ ส่งต่อไปในช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสังคมไปด้วยกันได้
ปิดม่านไปแล้วกับงานสัมมนาระดับภูมิภาค “IAVE” ครั้งที่16 กับประสบการณ์ “งานอาสาสมัคร” จากทั่วเอเชียแปซิฟิก สู่การ “ปลดล็อค” พลังอาสาสมัครในประเทศไทย ที่รอการเติบโตด้วยการมีส่วนร่วมของคนในสังคม
อย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาสังคมไม่ว่าจะการศึกษา คนพิการ สิ่งแวดล้อม คอร์รัปชัน สุขภาพ โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตระยะท้าย ยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนในสังคมต้องให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมแก้ไข เราทุกคนจึงต้องร่วมกันแก้ปัญหา ดังเจตนารมณ์ของ “Good Society Expo 2019 : รวมหนึ่งแรงเป็นล้านพลัง” ด้วยความร่วมมือขององค์กรภาคสังคมตัวจริงกว่า 130 องค์กร
การก่อเกิดกลไกความร่วมมือที่ชื่อ “G-Youth : Good Power” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา 7 มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคธุรกิจ และภาคสังคมอีก 3 องค์กร ร่วมกันพัฒนา “พื้นที่กลาง” ที่พร้อมจะสร้างเสริมและสนับสนุน “เยาวชนนักสื่อสารแห่งอนาคต” มาช่วยกันลงมือแก้ปัญหาสังคมในวันนี้
- No widgets here!










